22 กุมภาพันธ์ 2552

ฉลาดบริหารเงิน

!!เคยคิดบ้างไหม ว่าทำไมเงินที่หามาทั้งเดือนหมดไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เพราะเราขาดความยับยั้งชั่งใจใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ขาดการวางแผนการใช้เงินที่ดี มารู้ตัวอีกทีก็ไม่มีจะจ่ายแล้วหากอยากปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายให้รัดกุมกว่าเดิม วิธีง่ายที่สุดคือต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทุกบาท ทุกสตางค์ ที่จ่ายออกไปในแต่ละวัน หมั่นสร้างหลักฐานเตือนตัวเองให้เห็นว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช่จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อจะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายสิ่งไหนควรตัดทิ้งไปในเดือนต่อไปถ้าให้ดีมากกว่านั้นควรมีเป้าหมายในอนาคตและตั้งเป้าในการไม่เป็นหนี้ มีเงินเก็บไว้ใช้ ท่องเที่ยว ยามฉุกเฉิน ยามเจ็บป่วย และยามสูงอายุ
.

ทราบฐานะการเงินของท่านกำลังอยู่ ณ จุดไหน ด้วยการคำนวนจากสูตร

[ สินทรัพย์ทั้งหมด – หนี้สินทั้งหมด ] = ส่วนของเจ้าของ

สินทรัพย์ทั้งหมด คือ สรุปรายการทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าของอยู่ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ได้แก่เช่น เงินสด เงินฝากบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับต่าง ๆ เป็นต้น
หนี้สินทั้งหมด คือสรุปเงินที่เราได้กู้ยืมคนอื่นเขามา และมีพันธะต้องชำระคืนในอนาคต เช่น หนี้ค้างชำระของบัตรเครดิต ,หนี้ค้างชำระในการซื้อของผ่อนส่ง ,หนี้เงินกู้ธนาคาร ,หนี้ซื้อที่ดินผ่อนบ้าน เป็นต้น
ส่วนของเจ้าของ คือ สินทรัพย์ส่วนที่เหลืออยู่หลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปแล้ว ซึ่งส่วนที่เหลือนี้จะเป็นทรัพย์สินที่คุณเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงและเป็นสิ่งแสดงถึงความมั่งคั่งของบุคคลนั้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป้าหมายในชีวิตที่วางแผนไว้ประสบความสำเร็จได้
.

การวางแผนชีวิตของบุคคล
เป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันเช่น อีก 3 ปีจะเปิดร้าน อีก 5 ปีจะซื้อบ้าน ตอนแก่จะจ้างคนดูแลเป็นต้น รวมทั้งการมีเงินเก็บไว้ใช้ท่องเที่ยว ยามฉุกเฉิน ยามเจ็บป่วย และยามสูงอายุซึ่งการวางแผนนี้ควรเป็นแล้วแต่จุดมุ่งหมายในชีวิตของแต่ละคนโดยแบ่งเป็น
1. แผนระยะสั้น มักกำหนดให้สำเร็จภายใน 1 – 3 ปี แผนระยะสั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น ปลดหนี้จำนวน XXX ให้หมดภายใน 2 ปี ต้องผ่อนเดือนละแค่นี้เท่านี้,หรือต้องมีเงินไว้สำรองในยามฉุกเฉินซึ่งปกติควรเป็นเงินที่สามารถถอนได้เลยเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นโดยมีวงเงิน 6 เท่าของเงินเดือน กำหนดให้เก็บได้ใน 2 ปีต้องเก็บเท่านี้ต่อปีเป็นต้น โดยอาจเขียนเป้าหมายออกมาเป็นข้อๆ


2. แผนระยะยาว การวางแผนระยะยาวส่วนใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ การสร้างฐานะความมั่นคง ให้บุคคลในอนาคต เช่นการซื้อบ้าน ,การเก็บเงินไว้ในยามเกษียนเป็นต้นโดยอาจเขียนเป้าหมายออกมาเป็นข้อๆแล้วกำหนดให้ชัดเจนแล้วนำมาปฏิบัติตามแผนมียืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์แต่หวังว่าจะทำให้เพื่อนๆเข้าใกล้เป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น
.

เคล็ดการจัดการเงิน
1. หาเงิน
เราจะต้องมีการวางแผนชีวิต วางแผนอนาคต วางแผนทางการเงิน.. แล้วเราจะรู้ว่า “หลักการของเราเป็นอย่างไร เราควรจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร และเราจะต้องทำอะไรบ้าง ส่วนการเพิ่มรายได้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การลงทุนทำมาค้าขาย หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ โดยอาจต้องลงทั้งทุน ลงทั้งแรง หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเป้าหมายในการเพิ่ม เงินเดือน หรือหาโอกาสก้าวหน้าขึ้นในอนาคต โดยรายได้ในแต่ละเดือนของครอบครัว ควรจัดสรรใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีการผ่อนชำระเกิน 30% ของรายได้ครอบครัว หรือถ้าจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ ก็ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน 15% ของรายได้ครอบครัว นอกจากนั้น ค่าอาหารแบ่งใช้ไป 25% ค่าเนื้อผ้าและค่าเดินทาง 10% ค่าสาธารณูปโภค 5% ค่ารักษาพยาบาล 5% และที่สำคัญอย่าลืมเก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว

2. ใช้เงิน
ฝึกฝนการใช้เงินให้เป็น ไม่ตกเป็นทาสของเงิน ด้วยการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งพื้นฐานเบื้องต้นก่อนการใช้เงินใดๆนั้น คุณควรจะต้องจัดแบ่งประเภทการใช้จ่ายของคุณก่อน โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
1. ค่าใช้จ่ายผูกพันธ์ : เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องจ่ายแน่นอนในแต่ละช่วงเวลา (คุณอาจจะจ่ายเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน หรือรายปี ก็ได้) ซึ่งยังไงก็ตาม คุณหลีกเลี่ยงการจ่ายไม่ได้เลย
2. ค่าใช้จ่ายทั่วไป : เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอน สามารถควบคุมให้มาก/น้อยได้ แบ่งย่อยออกไปอีก 2 ส่วน คือ
2.1 ส่วนที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งเราต้องควบคุมให้พอเหมาะ ไม่มากเกินไป
2.2 ส่วนที่ไม่จำเป็น แต่ใช้จ่ายเพื่อความสุข ความบันเทิง
หลังจากที่จัดแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายของคุณได้แล้ว ต่อไปทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ด้วยการลด-ละ-เลิก การใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน (2.2) จากนั้นค่อยมาควบคุมการใช้จ่ายในส่วนที่ 2.1 ต่อไป ก ารลดรายจ่าย คือการฉลาดใช้สิ่งของต่างๆ รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องฉลาดซื้อด้วยเลือกซื้อแต่สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มประโยชน์ และฉลาดใช้ด้วยการรักษาสิ่งของต่างๆ ให้คงอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นานๆ รวมถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่สำคัญคือการฉลาดใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพราะการเจ็บป่วย ย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

3. ออมเงิน
1. พิจารณาบัญชีเงินฝาก ของธนาคารที่ให้ดอกผลคุ้มค่าที่สุด
2. ออมก่อนใช้จ่ายเงิน : หลังจากที่คุณหาเงินมาได้ คุณจะต้องทำการกันเงินอย่างน้อย 20%-30% เพื่อสะสมเป็นเงินออมทันที ก่อนที่จะนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายใดๆ เพื่อบังคับตัวของคุณเอง ว่าคุณจะมีเงินเหลือ เพื่อใช้จ่ายเพียง 80%-85% เท่านั้น
3. เงินออมจะต้องไม่น้อย หรือไม่มากจนเกินไป : โดยปกติควรจะต้องเก็บเงินออมในบัญชีเงินฝากเอาไว้ 6 เท่าของรายจ่ายของตัวคุณเอง เผื่อยามฉุกเฉิน ที่ต้องเบิกออกมาใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน เผื่อการตกงานที่คุณไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับคุณเองเมื่อไหร่ เป็นต้น
4. เงินออมเพื่อการเกษียนอายุ เพราะเราไม่ได้มีแรงทำงานไปตลอดชีวิต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องหยุดทำงาน ดังนั้น การวางแผนการเงินในช่วงเกษียณอายุการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นเราต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง โดยจำนวนเงินนี้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิถีหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ในเรื่องนี้ปรึกษาธนาคารทั่วไปได้
5. เงินออมกับการซื้อประกันชีวิต การประกันชีวิตถือเป็นการออมทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ผลประโยชน์กว่าการออมทรัพย์ โดยปกติเพราะจะได้ ทั้งเงินออม และความคุ้มครอง สามารถเป็นแหล่งเงินกู้ยามฉุกเฉินได้ เป็นการลงทุนให้เกิดดอกผล สามารถนำไปหักลดหย่อน ในการเสียภาษีเงินได้ และยังประกันสุขภาพ ให้ความคุ้มครองทางด้านสุขภาพของบุคคล โดยในส่วนนี้ควรศึกษาหลายบริษัทเลือกในบริษัทที่ดูมั่นคง ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในส่วนนี้ตัวแทนคงจะยินดีมากที่จะมาให้ข้อมูลกับเพื่อนๆ

4. ลงทุน ก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเอง อย่างการเปิดร้าน หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในการลงทุน และศึกษาให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มลงทุน การลงทุนที่ดีจะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายการเงินได้เร็วขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น