1. ทำประกันชีวิต นอกจากเป็นการเอาไว้ดูแลยามเจ็บป่วย ออมเพื่อรับดอกเบี้ยสูงๆกว่าธนาคารทั่วไป ประกันยามเกิดอุบัติเหตุ ยังเอามาลดหย่อนภาษีได้อีก ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มที่จะทำครับ แต่ตามกฎหมายคุณจะต้องทำประกันชีวิตที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเบี้ยประกันส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท เป็นเงินที่ได้ยกเว้นภาษี 2. ส่วนค่าลดหย่อนบิดามารดา โดยบิดามารดาจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ลูกสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้ 30,000 บาท
3. มีบุตรหรือจดทะเบียนบุตรบุญธรรมจะลดหย่อนได้ 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 คน และบุตรต้องอายุไม่เกิน 25 ปี 
4. สามารถนำใบเสร็จบริจาคเงินมาลดหย่อนหักภาษีได้เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10 % ของรายได้ 5. นำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ให้ให้กู้ยืม เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการดังกล่าวนั้นด้วย
6. สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อคุณหักเงินสะสมเข้ากองทุน 3-15 % ของเงินเดือน คุณจะใช้หักภาษีได้มากถึง 300,000 บาท ต่อปี แถมด้วยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้คุณ 3–15 % ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยที่คุณไม่ต้องเสียภาษี เรียกว่าได้กำไรสองต่อ หรือถ้าคุณทำธุรกิจที่เป็นนายตัวเอง ให้เลือกซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่เรียกว่า RMF แทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ซื้อไม่เกิน 15 % ของรายได้ ปีละไม่เกิน 300,000 บาท สามารถใช้ลดภาษีได้เช่นกัน 7. สุดท้ายซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว กรมสรรพากรอนุญาตให้คุณซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว LTF
(Long Term Equity Fund) ที่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นผู้บริหาร สามารถหักภาษีได้ปีละ 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 15%
(Long Term Equity Fund) ที่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นผู้บริหาร สามารถหักภาษีได้ปีละ 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 15%
ยิ้มออกละดิ ปีหน้าไม่โดนหักตังค์แน่
Happy นะครับ^_^

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น